บ่มเพาะความเป็นมนุษย์มากขึ้น วิสัยทัศน์สร้างแพทย์ของ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์

       “คุณสมบัติบัณฑิตที่พึงประสงค์ ข้อแรกคือการบ่มเพาะให้เขามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น สองต้องพร้อมรับในความเปลี่ยนแปลง สามรู้จัก คิด วิเคราะห์เป็นระบบ รู้จักการใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ ข้อสุดท้าย สิ่งสำคัญที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ต้องมีคือ ความร่วมมือระหว่างวิชาชีพเพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์หาตัวยาใหม่ ๆ มารักษาโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้น ” ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ อธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (ววจ.) เผยถึงการแพทย์ยุคใหม่ จากการ ถอดบทเรียนโควิด 19 เตรียมทำให้ ววจ. มีความพร้อม ช่วยประเทศชาติในการก้าวเข้าสู่ ‘เมดิคอล ซีเคียวริตี้’ สร้างความมั่นคงทางการแพทย์ร่วมกัน

      สถานการณ์โควิด 19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ถือเป็นคีย์เลิร์นนิ่งสำหรับสังคมและประเทศไทย ทำให้รู้ว่า ประเทศไทยมีของดีซ่อนอยู่ เช่น ระบบพื้นฐานสาธารณสุขไทย และอาสาสมัครประจำหมู่บ้านของเราเข้มแข็งมาก ถือเป็นตัวช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด 19 ไปได้  แต่มีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุง และปรับตัวให้ดีขึ้น เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่แย่กว่านี้หากโรคระบาดกลับมาใหม่และหากอยู่กับเราเป็นระยะเวลานาน คนไทยต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว กระบวนการสาธารณสุขต้องเฝ้าระวัง  สามารถติดตามคนที่ต้องสงสัยมาตรวจได้ จะรักษาหรือกักตัวไว้ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้การระบาดไม่แพร่หลาย

      “ ในมุมมองผมแพทย์เก่งระดับเดียวกันทั่วโลก แต่สิ่งที่คนไทยดีกว่า คือระบบสาธารณสุขและเรามีอาสามัครชุมชนในหมู่บ้านซึ่งต่างประเทศไม่มี  จึงทำให้ควบคุมได้ พอโลกเราเกิดโรคติดต่อ ทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีคนเก่ง และทำศึกษาวิจัยเรื่องโรคระบาดเยอะมาก แต่กระจัดกระจายไปอยู่ในหน่วยงานต่างๆ  ต่างคนต่างทำงาน ต่อไปเราควรมีแนวคิดการทำงานด้วยการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในโลกอนาคต ความร่วมมือมีความสำคัญ โฟกัสในการที่จะทำอะไรร่วมกันให้ได้ ข้อดีของคนไทย รัฐบาลมีมาตรการรวดเร็ว คนไทยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราต้องให้ความรู้ประชาชนด้านพื้นฐานความรู้ การให้ความรู้ความเข้าใจ เราต้องสื่อกันด้วยเหตุผลว่า ทำไมต้องใส่หน้ากาก ทำไมต้องล้างมือ การสร้างระยะห่างเพื่ออะไร ”

       กรณีศึกษาโรคโควิด 19 โรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่มีคำแนะนำในตำราในการรักษาโรค ประการสำคัญที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนา คือ การเก็บข้อมูล การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล การเตรียมความพร้อม และวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้วิเคราะห์การแพร่ระบาดในเมืองไทย  

       “ ถ้าดูตัวเลขการระบาดจากประเทศต่างๆ จะแตกต่างกัน อุณหภูมิไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทำให้เชื้อโรคตาย บางประเทศพบเชื้อโรคน้อย การแพร่ระบาด อัตราการเสียชีวิตต่ำ อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ สุขลักษณะ เช่น ญี่ปุ่นประชากรนั่งรถไฟฟ้าหนาแน่น แต่การแพร่ระบาดน้อย หรือเป็นเพราะคนญี่ปุ่นใส่หน้ากากอนามัย ไม่พูดคุยกัน ส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือ แต่ที่ประเทศจีนมีตลาดสด ร้านภัตตาคาร ผู้คนเดินกันพลุกพล่าน มีการพูดคุยกัน อยู่กันอย่างแออัด อากาศไม่หมุนเวียน ซึ่งเรายังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุแน่ชัด หรือเพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน นิยมอาบน้ำ สระผม แตกต่างจากฝั่งยุโรปซึ่งเป็นเมืองหนาว ไม่นิยมชำระล้างร่างกาย รองเท้าก็ใส่เข้าบ้านหรือไม่ นี่เป็นข้อสมมุติฐาน เราต้องมีการวิจัยอย่างดี อย่างมีแบบแผน มีข้อเปรียบเทียบ สิ่งที่เราต้องทำคือการคิด วิเคราะห์ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล  หาข้ออธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ให้ได้ ” ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ อธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (ววจ.) กล่าว

             ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ ได้ชี้แจงรายละเอียดของ หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตรใหม่ พ.ศ.2563 ( 7 ปี 2 ปริญญา) ว่า “ คือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร และเครือข่ายสถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศ ได้แก่ โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิกหลักในหลักสูตรนี้ โดยมีโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และโรงพยาบาลพนมไพรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโรงพยาบาลร่วมสอน โดยหลักสูตรได้พัฒนาทั้งวิธีการเรียนการสอน การประเมิน การติดตามผลที่มุ่งบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และคิดค้นคว้านวัตกรรม พร้อมโอกาสที่จะได้เข้าร่วมศึกษาและทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร โดยได้ยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากลเพื่อการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีศักยภาพขั้นสูง นักศึกษาแพทย์ที่ได้เข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้จะใช้ระยะเวลาเรียน 7 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) MD จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญา iBSc จากมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร”

      โดย คณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างแพทย์สมัยใหม่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือที่เรียกว่า The CRA Doctor คือการสร้างแพทย์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคม แพทย์ที่มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ สอดคล้องกับมาตรฐานแพทยสภาและมาตรฐานสากล WFME และต้องเป็นแพทย์ที่สามารถดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างเป็นองค์รวม โดยรู้จักรักษาโรค รักษาใจ รักษาคน รวมถึงรู้จักคิดค้นคว้าวิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สนองต่อพระปณิธานองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์”  

สำหรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2563 ใช้ระยะเวลาศึกษา 7 ปี หรือ 14 ภาคการศึกษาระบบทวิภาค โดยแบ่งการเรียนการสอนออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1: Early years เรียนที่วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย ประกอบด้วย

  • ปีการศึกษาที่ 1: Becoming a doctor การศึกษาวิชาทั่วไป และเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นแพทย์ โดยได้พัฒนาทักษะทางการแพทย์ และได้เริ่มเรียนรู้จากผู้ป่วยตั้งแต่ปีแรก
  • ปีการศึกษาที่ 2: Fundamentals of clinical science I วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แบบบูรณาการ I
  • ปีการศึกษาที่ 3: Fundamentals of clinical science II วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แบบบูรณาการ II

ระยะที่ 2: Research and Innovation ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร

ระยะที่ 3: Later years เป็นวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิกและการฝึกทักษะทางคลินิก ณ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิกหลักของหลักสูตร และโรงพยาบาลสมทบในการเรียนการสอน ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และโรงพยาบาลพนมไพรจังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วย

  • ปีการศึกษาที่ 5: Integrated Clinical Care I
  • ปีการศึกษาที่ 6: Life Cycle, Mental Health, Integrated Clinical Care II
  • ปีการศึกษาที่ 7: Externship and Preparation for Practice

      “ การศึกษาการแพทย์แห่งอนาคต เพื่อก้าวขึ้นสู่ The Futuristic Medical Education นอกจากแพทย์ต้องมีความรู้ คิดวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคต่าง ๆ อย่างเป็นเลิศแล้ว คุณลักษณะสำคัญของแพทย์ คือ ต้องมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น คือมีความเมตตา สื่อสารด้วยแววตามากขึ้น มองลึกลงไปในแววตาคนไข้แบบนี้รู้สึกอย่างไร คนไข้ทุกข์อย่างไร และช่วยให้คนไข้ให้พ้นทุกข์ได้ ”  ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ อธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (ววจ.) กล่าวทิ้งท้าย