
ในวันที่กระแสโลกมุ่งสู่การกู้วิกฤตภูมิอากาศ ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนคนธรรมดาไม่ได้เพียงแค่รักษ์โลก แต่ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย?” คำตอบของคำถามนี้กำลังถูกทดลองและพิสูจน์ผ่านโครงการ “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์” (Saraburi Sandbox) วันนี้เป็นเกียรติมากที่ได้สัมภาษณ์ ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการสระบุรี ในงาน วันสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ รวมพลังสร้างเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้”

เริ่มต้น จุดกำเนิดและพันธกิจ “คาร์บอนต่ำที่กินได้”
สระบุรีไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญ แต่ถูกเลือกให้เป็น “ห้องทดลอง” เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและวิถีชุมชน โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างจังหวัดสระบุรี ภาคเอกชนนำโดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และภาคประชาชน หัวใจสำคัญที่ตัวแทนจาก TCMA เน้นย้ำคือการเปลี่ยนผ่านที่ต้อง “ทำได้จริง” และ “จับต้องได้” โดยได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงมิติต่างๆ ไว้ว่า: “เดิมเราจะใช้คำว่า Mitigation คือลดอย่างไร และมีคำว่า Adaptation ว่าชาวบ้านจะปรับตัวอย่างไร… ของเราคือทำมาถึงระดับหนึ่งจนเรามีกระบวนการทำงานร่วมกันที่ดี ไว้ใจกันได้ ผลงานมันออกมาแล้ว เราก็เลยบอกว่า 2 อันนี้มันควรจะรวมกัน คือลดลงไปด้วย และชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย คำว่า ‘กินได้’ ก็คือเศรษฐกิจของชาวบ้านและ SME ดีขึ้น” นี่คือที่มาของนิยาม “เมืองคาร์บอนต่ำที่กินได้” ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากคาร์บอนเครดิต การจัดการขยะที่เปลี่ยนเป็นทุน หรือการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในครัวเรือน

กลยุทธ์ SMART สไตล์สระบุรี กับการบริหารที่ไร้รูปแบบ
ในการขับเคลื่อนโครงการระดับจังหวัด “ระบบราชการ” มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรค แต่สำหรับสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ใช้วิสัยทัศน์การบริหารแบบ SMART (Stable, Manpower/Management, Adaptation, Relax/Flexible, Tangible) มาทลายกำแพงเดิมๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความยืดหยุ่น (Relax/Flexible) ที่ท่านให้ความสำคัญเป็นพิเศษ: “ท่านจะเห็นว่าการทำงานเนี่ย จะสังเกตไหมครับ จะไม่เน้นติดรูปแบบเลย ปรับเมื่อไหร่ก็ได้ ยืดหยุ่นเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีพิธีการ อยากให้สนาม Sandbox เป็นเรื่องของความสบายๆ ทำเป็นแบบสนุกสนาน ระบบราชการต้องปรับตัวเป็นระบบ Hybrid งานมันก็เดินไปได้”
การบริหารแบบ Hybrid นี้เองที่ทำให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนกล้าเข้ามามีส่วนร่วม เพราะโครงการนี้เน้นผลลัพธ์ที่ Tangible (จับต้องได้) มากกว่าการทำตามขั้นตอนเอกสาร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เกิดจากการลดคาร์บอน: “ยกตัวอย่างที่ขยายความ ‘กินได้’ เนี่ย อย่างที่ผมใส่เสื้อเนี่ย เห็นไหมครับ นี่คือทำจากการหมักมูลวัว… อันนี้โกอินเตอร์ไปขายระดับต่างประเทศแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ตรงกับวัตถุประสงค์เราว่า ทำเรื่อง Low Carbon แล้วชาวบ้านได้อะไร ชุมชนได้อะไร” ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี

การบ่มเพาะ “คน” และ “ทักษะสีเขียว” (Green Skills)
โจทย์ใหญ่อีกประการคือการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งต้องเริ่มจาก “คน” ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่าเยาวชนคือหัวใจหลักที่จะมารับช่วงต่อ โดยมีการวางกรอบการพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสะอาดในอนาคต ทางฝั่ง TCMA ได้ระบุถึงแนวทางการยกระดับทักษะแรงงานไว้อย่างน่าสนใจว่า: “เราจะไปอีกสเต็ปหนึ่ง คือยกศักยภาพหรือทักษะของนักเรียนในกลุ่มช่างหรืออาชีวะเข้ามาให้ใกล้กับอุตสาหกรรม แล้วมีรายได้จากการที่เข้ามาช่วยอุตสาหกรรม และเขาก็เรียนรู้ไปด้วย”
ในขณะที่ ท่านผู้ว่าฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นเจ้าของพื้นที่ในอนาคต: “คนสระบุรีโดยเฉพาะเด็กเยาวชนจะได้อะไร เขาจะต้องเป็นคนที่จะมารับไม้ต่อจากพวกเรา… ตัว M ของผมเนี่ยเป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือเด็กเยาวชนเป็นหลัก เน้นเรื่อง Manpower”

ปรัชญาแห่งการ “เฉลี่ยสุข” และความร่วมมือที่ไม่สิ้นสุด
ความน่าสนใจของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์คือความเชื่อที่ว่า ความสำเร็จไม่ใช่การที่ใครคนใดคนหนึ่งไปถึงเส้นชัย แต่คือการที่ทุกคนในเครือข่ายเดินไปพร้อมกัน ท่านผู้ว่าฯ ได้ใช้คำว่า “เฉลี่ยสุข” เพื่ออธิบายถึงปลายทางของโครงการนี้ “สระบุรี Sandbox ไม่ได้มีจุดหมายปลายทาง เพราะมันต้องทำตลอดเวลา เป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด… แต่ท้ายที่สุดสำคัญอยู่หนึ่งอันคือ เราทำแล้วปุ๊บ ทุกท่านสามารถเฉลี่ยสุขได้ทุกคน เพราะมันเป็นการทำงานภายใต้เครือข่าย ไม่ใช่ทำงานภายใต้คนเดียว สระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงเป็นการทำงานในรูปของทีม”
ผลพลอยได้ที่สำคัญนอกจากการลดคาร์บอน คือการสร้าง “เครือข่ายแห่งความเกื้อกูล” ที่คนในพื้นที่สามารถดูแลคุณภาพชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ผ่านความเข้มแข็งของชุมชนคาร์บอนต่ำ

จากสนามทดลองสู่พิมพ์เขียวระดับประเทศ
ปัจจุบัน สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงโครงการทดลองระดับท้องถิ่น แต่กำลังจะกลายเป็น “ต้นแบบ” ที่รัฐบาลพร้อมจะนำไปขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งทาง TCMA กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า: “สระบุรีน่าจะมาถึงจุดเปลี่ยนแล้วล่ะ คือมันมีกระบวนการที่ค่อนข้างชัดเจนและสำเร็จไปละ ก็เอา Sandbox นี้ไปขยายผลที่อื่น… ทางรัฐบาลก็เห็นรายละเอียดแล้วล่ะว่ามันมีภาพชัดของการดำเนินการจริง ผลเกิดขึ้นจริง ท่านก็จะเอาไปขยายผลในระดับประเทศ”

ถอดบทเรียนจากสระบุรี
การสัมภาษณ์ทั้งสองท่านสะท้อนให้เห็นว่า “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์” คือการปฏิรูปที่เริ่มจากฐานรากเป็นการพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมหนักอย่างปูนซีเมนต์สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนเกษตรกรรมได้อย่าง กลมกลืน หากมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกันคือการเปลี่ยน “วิกฤตโลกร้อน” ให้เป็น “โอกาสในการสร้างรายได้”
นี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสระบุรี ที่ไม่ใช่เพียงเมืองทางผ่านหรือเมืองอุตสาหกรรมควันโขมงอีกต่อไป แต่คือ “สวรรค์แห่งคาร์บอนต่ำ” ที่ความยั่งยืนและความมั่งคั่งเดินไปในเส้นทางเดียวกันอย่างแท้จริง
